เหตุแฮ็ก Coldcard อาจสร้างความเสียหายแตะ 114 ล้านดอลลาร์ จับตาการ "กวาด" กระเป๋ารอบสี่

รายงานเหตุเจาะระบบที่เกี่ยวข้องกับ Coldcard กระเป๋าเก็บบิตคอยน์แบบฮาร์ดแวร์ของ Coinkite อาจทำให้ความเสียหายที่ "เป็นไปได้" ขยับเข้าใกล้ 114 ล้านดอลลาร์ หลังเริ่มมีสัญญาณการโอนย้ายเหรียญออกจากกระเป๋าที่เสี่ยงเป็นระลอกใหม่ซึ่งอาจเป็นรอบที่สี่ ประเด็นดังกล่าวทำให้ตลาดกลับมากังวลอีกครั้งต่อกระบวนการสร้าง seed ของอุปกรณ์รุ่นเก่า ข้อมูลที่ทราบในขณะนี้ชี้ว่า ต้นตออยู่ที่ช่องโหว่ในการสร้าง seed phrase บน Coldcard บางรุ่นเก่า โดย Coinkite ได้ออกคำเตือนสำหรับผู้ใช้ Coldcard Mk3 เกี่ยวกับความเสี่ยงในการสร้าง seed รวมถึงแนะนำให้ตรวจสอบว่าอุปกรณ์อยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหรือไม่ ด้านเทคนิค Block อธิบายว่าเฟิร์มแวร์ของ Coldcard มีการ fallback ไปใช้ตัวสร้างเลขสุ่มที่คาดเดาได้ ประกอบกับการ reseed แบบ 32-bit ทำให้แหล่ง entropy อ่อนลง และอาจทำให้คีย์ส่วนตัวถูกเดาได้โดยผู้โจมตี เหตุการณ์ยังไม่ถือว่ายุติ เพราะเงินยังคงถูกเคลื่อนย้ายออกจากกระเป๋าที่ได้รับผลกระทบในระหว่างการสืบสวน โดยยังไม่มีการยืนยันผู้กระทำและยอดความเสียหายสุดท้าย ตัวเลข 114 ล้านดอลลาร์ถูกอธิบายเป็น "ความเสียหายที่เป็นไปได้" มากกว่ายอดที่ยืนยันแล้ว CoinDesk รายงานว่า ความเสียหายจากกระเป๋า Coldcard อาจเข้าใกล้ระดับดังกล่าว หลังเริ่มมีสัญญาณการกวาดเงินออกจากกระเป๋าที่มีช่องโหว่อีกรอบหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นระลอกที่สี่ ตัวเลขนี้สะท้อน "ความเสี่ยง/การเปิดรับ" ของกระเป๋าที่สร้างจาก entropy ที่อ่อนแอ ไม่ใช่ยอดเงินที่ตรวจสอบแล้วว่าโดนขโมยทั้งหมด และเมื่อการกวาดเกิดเป็นคลื่น ยอดประมาณการจึงเปลี่ยนได้ตามจำนวนที่อยู่ (address) ที่ถูกระบายเงินเพิ่มหรือถูกระบุเพิ่ม ก่อนหน้านี้ Coinkite ออกคำเตือนต่อผู้ถือ Coldcard Mk3 ภายหลังมีรายงานการขโมย 594 BTC โดยแนะนำให้ผู้ใช้ตรวจสอบรุ่นอุปกรณ์และหากเข้าข่ายความเสี่ยง ให้ย้ายเงินไปยังกระเป๋าใหม่ที่สร้าง seed อย่างปลอดภัย เหตุการณ์นี้กระทบภาพลักษณ์ Coldcard โดยตรง เพราะฮาร์ดแวร์วอลเล็ตขายความเชื่อมั่นจากความแข็งแกร่งของการสร้างคีย์และความปลอดภัยแบบ cold storage และข้อบกพร่องระดับ entropy กระทบแกนหลักของคำมั่นสัญญาผลิตภัณฑ์ ในชุมชนมีบัญชีที่ติดตามการ "กวาด" กระเป๋าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโพสต์ของ @intangiblecoins บน X ถูกอ้างถึงในวงสนทนาที่เฝ้าดูการระบายเงินที่ยังดำเนินอยู่ ภาพใหญ่ของเหตุการณ์สะท้อนความจริงของแนวคิด self-custody: การถือกุญแจเองช่วยลดความเสี่ยงจากคู่สัญญา แต่ต้องแลกกับการพึ่งพาความถูกต้องของอุปกรณ์และเฟิร์มแวร์ทั้งหมด รายงานยังโยงบทเรียนนี้เข้ากับกรณีความเสียหายด้านการดูแลสินทรัพย์อื่น ๆ เช่นกรณีล่าสุดที่ ZeroStack เตือนถึงความเสี่ยงในการอยู่รอดหลังขาดทุน 82.5 ล้านดอลลาร์ เพื่อย้ำว่ารายละเอียดการนำไปใช้งานมีผลทางการเงินจริง ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำด้านการเงินหรือการลงทุน ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีและสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง โปรดศึกษาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ