ตลาดกังวล “ทรัมป์เฟลชัน” ระยะถัดไป หลังเงินเฟ้อสหรัฐพุ่งแตะ 4.2% ในเดือนพฤษภาคม 2026
ความเสี่ยงของการยกระดับความตึงเครียดรอบอิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซถูกมองว่าเป็นช็อกด้านอุปทานครั้งใหญ่ โดยผลกระทบต่อเนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงและการขนส่งได้ดันเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบสามปี แม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะปรับลดลง แต่การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของ Core PCE บ่งชี้ถึงการส่งผ่านผลกระทบในวงกว้างมากขึ้น ทำให้ความน่าจะเป็นที่เฟดจะคุมเข้มนโยบายเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและต้นทุนปัจจัยนำเข้าที่เชื่อมโยงกับพลังงานที่สูงขึ้นจะกดดันการประเมินมูลค่าหุ้นและเงื่อนไขการระดมทุนในระยะใกล้
สินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบ
NCCO1OILWTI2USD/USDT+1.37%
ข้อมูลเชิงลึกจาก AI · NCCO1OILWTI2USD/USDTข้อมูลเชิงลึกจาก AI
▼ ขาลง
⚠️ ข้อความเชิงลึกนี้สร้างขึ้นโดย AI โดยอ้างอิงจากเนื้อหาข่าวเพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุนหรือสะท้อนทัศนะของ BingX การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดซื้อขายด้วยความระมัดระวัง
บทความระบุว่า การที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน นำไปสู่การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การขนส่งของเหลวปิโตรเลียมราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันสะดุด และดันราคาเบนซินกับดีเซลพุ่งเร็วที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ. เงินเฟ้อสหรัฐในเดือนพฤษภาคม 2026 ขยับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ 4.2% จาก 2.4% ในเดือนกุมภาพันธ์. แม้น้ำมันดิบจะย่อลงในเดือนมิถุนายนและคาดว่าเงินเฟ้อ 12 เดือนจะลดเหลือ 3.96% แต่ Core PCE ยังไต่ขึ้น. บทความชี้ว่าความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในปี 2026 เพิ่มขึ้น และอาจกดดันการปรับขึ้นทำสถิติของดัชนีหุ้นสหรัฐหลักทั้งสาม.